Showing posts with label otaku. Show all posts
Showing posts with label otaku. Show all posts

Tuesday, June 16, 2009

เชิดชูหรือหยามเหยียด?

คำจำกัดความ.... ที่มีใครสักคน หรือหลาย ๆ คน (หรือ....คนหลาย ๆ กลุ่ม) บัญญัติขึ้น และใช้เรียกตนเองหรือผู้อื่น มันช่างวุ่นวายซับซ้อนจริง ๆ

ช่วงนี้ก็มีประเด็นร้อนว่าด้วยคำว่า โอตาคุ (Otaku) อยู่ในบอร์ด

เอ่อ ที่จริงมันก็มีกระทู้เรื่องคำว่าโอตาคุอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ตัวคำศัพท์ คำว่า "โอตาคุ" หรือวิจารณ์ตัวบุคคล ที่ถูกขนานนามว่าโอตาคุ

แต่หนนี้ดูเหมือนมันจะวุ่นและร้อนกว่าเดิม เพราะเป็นกระทู้ของดันไบน์ยอดนักกิน (เอ๊ะ เหมือนจะไม่เกี่ยว?)

คือมันฮ็อตเพราะกระทู้ดูมีความเกี่ยวเนื่องกับอีกกระทู้นึงใน pantip

ส่วนตัวแล้วสำหรับกระทู้โหวตของดันไบน์เรื่องความหมายของคำว่าโอตาคุ.... เรารู้สึกว่า

- เป็นคำที่คนไทยนำมาใช้เกร่อเกินไป (แอบเบื่อเป็นการส่วนตัว ว่างั้นเถอะ ฮ่า ๆ)
- เป็นคำที่คนหลายคนเพิกเฉยต่อความหมายดั้งเดิมในภาษาต้นฉบับ แล้วนำมาใช้แบบหลงผิดอยู่มาก
- เป็นคำที่ถูกนำมาใช้เป็น brand name เพื่อการโฆษณามากเกินไป
- เป็นคำที่บางคนหลงคิดว่าโก้ เท่ เจ๋ง และใช้เรียกตนเองหรือคนอื่นอย่างเชิดชู (จะบอกว่าเห็นแล้วหมั่นไส้ ก็คงใช่)
- เป็นคำที่หลาย ๆ ครั้ง หรือหลาย ๆ บริบท ไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ แต่ก็ยังดั๊นนนมีคนเอามาใช้

อาจจะหัวโบราณ หรือเชยไปหน่อย แต่บางทีเห็นแล้วก็ข้องใจว่า ทำไมต้องโอตาคุ? ใช้คำว่าแฟนคลับ แฟนเพลง แฟนอนิเม คอเพลง คอการ์ตูน ไม่ได้เหรอ? หรือว่าคำญี่ปุ่นมันโก้หรูหว่า โจ๋กว่า? เลยใช้คำไทยหรืออังกฤษแล้วไม่รู้สึกว่า "เพียงพอ"

บางคนอาจจะบอกว่าอ้าว ก็สมัยนี้สังคมเปิดกว้างแล้ว คำมันเลยเริ่มเปลี่ยนความหมายไป คนบางกลุ่มเริ่มยอมรับได้ ไม่ถือว่ามันเป็นคำแง่ลบแล้ว


อืม แต่ว่า "คนบางกลุ่ม" นั่นก็ไม่ใช่ "สังคมทั่วไป" อยู่ดีไม่ใช่เหรอ? ทำไมต้องพยายามตะเกียกตะกายไปใช้คำที่มีเพียงคนจำนวนไม่มากที่เข้าใจตรงกับเรา หรือมองคำนี้ว่ามีความหมายแบบเดียวกับที่เราต้องการด้วยล่ะ? เพราะถ้าเป็นตัวเราเอง เราเลือกใช้คำที่เข้าใจตรงกันเป็นส่วนใหญ่มากกว่า หรือไม่ก็เลือกคำที่สื่อความหมายตรงกับที่สังคมวงกว้างใช้กันมานานแล้ว ไม่ใช่ไปเลือกคำที่ความหมายเพิ่งกลายพันธุ์ไปมาใช้แทน เพราะบางคน(และน่าจะมีจำนวนมาก)เขาไม่ได้อัพเดทข้อมูลบ่อย ๆ ขนาดนั้น.... ทำให้ประสิทธิภาพในการสื่อสารให้เข้าใจความหมายมันยิ่งลดลงไปอีกโดยใช่เหตุ จริงไหม?

จะว่าเป็นพวกขวางโลกก็ได้ แต่เราเองมักจะไม่เห็นด้วยกับการตามกระแส ตามแฟชั่น (โดยเฉพาะการตามแบบเฮตามคนอื่นไปเรื่อย โดยที่ไม่ได้ดูความเหมาะสม) ก็เลยทำให้รู้สึกคิ้วกระตุก ๆ เวลามีใครมาเที่ยวเรียกคนนู้นคนนี้(แบบเชิดชู)ว่าเป็นโอตาคุ แจ๋ว เจ๋ง แน่....

แล้วก็อย่างที่เคยเขียนไว้ในบล็อกอีกหน้า เรื่อง คำก็โอตาคุ สองคำก็โอตาคุ ว่ามันไม่มีความจำเป็นต้องแบ่งแยกขนาดนั้น เพราะขอโทษนะ จำต้องพูดตามความสัตย์จริง ว่าเท่าที่เห็นตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ ในปัจจุบันเนี่ย คนที่แบ่งแยก คือคนที่แบ่งแยกแบบเชิดชูความเป็นโอตาคุ มากกว่าคนที่แบ่งแยกเพราะหยามเหยียด

ถ้าไม่อยากถูกมองว่าแปลกแยก แล้วเราจะแบ่งกลุ่มตัวเองออกไปทำไมล่ะเนี่ย?

ถ้าภูมิใจที่ได้เป็น "อะไร" ที่เรานิยามไว้สวยหรูเองแล้ว จะแคร์ทำไมว่าคนอื่นมองคำ "นิยาม" นั้นว่าอย่างไร?

ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ ใช่หรือไม่?

ถ้ากลัวไฟแล้วไซร้ย่อมสำแดงว่าเป็นทองไม่แท้?!

คือคนอื่นจะคิดเห็นอย่างไร จะไม่ชอบ จะมองแง่ลบ หรือจะมีอคติกับคำว่าโอตาคุ ก็ไม่ใช่ความผิดของเขาถ้าเราเป็นคนเอาตัวไปผูกอยู่กับคำว่าโอตาคุเอง

แต่ที่จริง.... ถ้าคนกลุ่มหนึ่งบอกว่าโอตาคุไม่ดีอย่างงู้นอย่างงี้ เช่น ไม่เอาสังคม ไม่มีสามัญสำนึก พูดจาไม่รู้เรื่อง วัน ๆ เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับงานอดิเรก ..... เช่นนั้นแล้ว ใครที่ยังพูดรู้เรื่อง มีสามัญสำนึกดีอยู่ ยังมีสังคมภายนอก หรือไม่ได้หมกมุ่นจนเกินเหตุ ก็ย่อมไม่เข้าข่ายโอตาคุในสายตาของผู้วิจารณ์กลุ่มนั้น ดังนั้นจะมาร้องแรกแหกกระเชอ ว่าคนกลุ่มนั้นวิจารณ์เราเสีย ๆ หาย ๆ หรืออคติ เหยียดหยามเรา รังเกียจเรา แบ่งแยกเรา มันก็ไม่ถูกละ เพราะตัวเองไม่ใช่ ไม่ได้เข้าข่ายที่เขาวิจารณ์เสียหน่อย!

แต่ถ้าคุณเอาตัวเองไปผูก ไปยึดติดไว้กับคำว่าโอตาคุ โดยไม่สนใจ "คุณสมบัติ" ที่คนอื่นเขานิยามให้ ก็กลายเป็นว่าไม่ว่าเขาจะว่าอะไรร้าย ๆ ก็เข้าตัวคุณหมด?!

ถ้าคุณสมบัติของเราไม่เข้าข่าย ไม่สมควรโดนรังเกียจ ก็อย่าเอาตัวเองไปผูกติดกับมันสิคะ

อ้อ แล้วก็อย่าลืมว่า อคติ มี 4 ประเภท

1. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก หรือชอบ
2. โทสาคติ ลำเอียงเพราะโกรธ หรือเกลียด
3. โมหาคติ ลำเอียงเพราะหลงผิด หรือไม่รู้ ไม่พิจารณา
4. ภยาคติ ลำเอียงเพราะเกรงอิทธิพล กลัวเสียผลประโยชน์ หรือกลัวเสียชื่อ

อคติจึงไม่ได้มาจากฝ่ายที่ "ไม่ชอบ" เท่านั้นเสมอไป

สรุปอีกครั้ง Final word... ความเห็นส่วนตัวนะคะ

คนอื่นจะคิดเห็นอย่างไร จะไม่ชอบ จะมองแง่ลบ จะเลือกแปลแต่ความหมายด้านร้าย หรือจะโทสาคติกับคำว่าโอตาคุ ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา ถ้าเราน่ะแหละที่เป็นคนเอาตัวของเราไปผูกอยู่กับคำว่าโอตาคุเอง

Friday, June 12, 2009

คำก็โอตาคุ สองคำก็โอตาคุ!

ไปมุงกระทู้ pantip มาอีกแล้วค่ะ โอ๊ยขัดใจมากมาย

ถูกใจหลาย ๆ ความเห็น ที่ร่วมชี้แนะ(หรือวิจารณ์)อย่างสุภาพและมีเหตุผล บางอันน่าให้กิ๊ฟมาก ๆ แต่ช่างเป็นที่ทรมานใจเหลือเกินเพราะกิ๊ฟของเดือนมิถุนายนนี่หมดไปตั้งแต่ต้นเดือนแล้วค่ะ เหอะ ๆ (ประมาณว่าหมดตั้งแต่วันที่ 2....) และบางข้อความก็ช่างทำให้ขัดใจเป็นยิ่งนัก!

ก่อนอื่นก็ คำว่าเจ๊ง เจ๊งค่ะ เจ๊ง! เจ๊งที่แปลว่า ล่ม ล้ม พัง มันสะกดแบบนี้ คือใช้ไม้ตรีค่ะท่านผู้ชม

แล้วก็คำว่า บริษัท.... เข้าใจว่าเผลอจิ้มคีย์บอร์ดผิด แต่อะไรมันจะผิดได้ในทุกประโยคที่กล่าวถึงคะเนี่ย คีย์ไม้หันอากาศก็ไม่ได้เสีย (สังเกตจากคำอื่น ๆ สามารถใช้ไม้หันอากาศได้ตามปรกติ)

ถ้าเป็น Chat ที่พิมพ์สด กด enter สด ก็ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ คนเรามันเผลอผิดกันได้ เราเองก็จิ้มผิด พิมพ์พลาด หรือกด shift ผิดจังหวะบ่อย ๆ แต่นี่โพสต์กระทู้แท้ ๆ ก็ยังผิดซ้ำซากหลายรีพลายได้

ยังมีอีกคำ แต่คำนี้เห็นคนอื่นสะกดผิดบ่อยเหมือนกัน คือคำว่า โอกาส ซึ่งเผลอใช้ ศ. สะกดแทน

อ่านแล้วหงุดหงิดในหัวใจ ตามประสาคนทำงานกับตัวอักษรค่ะ

(และตามประสาคนประเภท "เรารักภาษาไทย" ก็อยากติงมาก ๆ เลยนะ ถ้าสนิทกันคงเตือนแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ซี้กัน ไม่ถือ แต่แบบ....เราไม่รู้จักมักจี่อะไรเค้าเลย ไม่ใช่คนคุ้นเคยกัน จะไปละลาบละล้วงท้วงเค้าเรื่องการพิมพ์ผิดหรือการสะกดผิดก็รู้สึกว่ามันจะจาบจ้วงเกินไป เดี๋ยวจะมีคนอื่นมองว่าจับผิดไม่เข้าท่า - สรุปคือกลัวเสียภาพลักษณ์เลยไม่เตือน เงิก.... เห็นแก่ตัวไปมั้ยนี่?)

ปัญหานอกเรื่องหมดไป มาถึงปัญหาของเนื้อหาในกระทู้....

ก่อนอื่นอยากบอกว่ากระทู้นั้นมีคนเข้ามารติเพื่อก่อมากมาย ซึ่งน่าจะมีประโยชน์ในอนาคตสำหรับทีมงาน เพราะคนเราย่อมเรียนรู้จากความผิดพลาด และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปรับปรุงปัจจุบันเพื่อให้อนาคตดีขึ้น

ก็ดีค่ะ ความเห็นหลาย ๆ ความเห็นก็มีประโยชน์ดี

แต่ตงิด ๆ รำคาญคำว่า Otaku ค่ะ

คำนี้ปัจจุบันนำมาใช้กันเกร่อเกินไป และบางครั้งดูยัดเยียด ๆ ยังไงบอกไม่ถูก (โดยเฉพาะในกระทู้บางกระทู้ของ pantip รู้สึกจะเชิดชูบูชาคำว่าโอตาคุกันซะจนเลิศลอยเหลือเกิน) บางทีก็เอามาใช้เรียกคนอื่นเหมือนเป็นคำสรรเสริญ.... เห็นแล้วปวดขมับค่ะ

คือจริง ๆ คนเราใครจะเป็นโอตาคุหรือไม่เป็น ตัวเองหรือคนรอบข้างอาจจะรู้ดีที่สุด และใครจะมองคำว่าโอตาคุยังไง ก็คงเป็นทัศนคติส่วนตัวของคนนั้น แต่อย่าลืมนะคะว่าคนเราไม่ได้มองทุกอย่างเหมือนกันหมด บางคนที่ชอบคำว่าโอตาคุ รู้สึกว่ามันโก้ดี แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร โดดเด่นและเป็นตัวของตัวเอง คนอื่นอาจจะไม่มองคำคำนี้อย่างที่คุณมองก็ได้!

สำหรับเราคำว่า Otaku นี่มันกินดีกรีหนักกว่าเป็นแค่ geek หรือ nerd ธรรมดา ๆ ถ้าให้เทียบกับภาษาอังกฤษ ก็คงประมาณเกือบ ๆ พวก no life

ซึ่ง No life ในภาษาอังกฤษหมายความถึงพวกที่หมกมุ่นอยู่กับงานอดิเรก (ส่วนมากหมายถึงเกม โดยเฉพาะเกมออนไลน์ หรือหมายถึงโลกไซเบอร์ จำพวกเว็บบอร์ด) จนไม่มี "ชีวิต" ในโลกจริง คือหมกตัวอยู่แต่ในโลกออนไลน์ วัน ๆ เฝ้าแต่เว็บบอร์ด หรือคอยรีเฟรชกระทู้เพื่อรีบตอบอย่างฉับพลัน ซึ่งคำด่าที่คนอื่นจะงัดออกมาใช้ก็คือ "Get a life" ความหมายก็คือประมาณว่า "มึงช่วยไสหัวไปแล้วไปหาอะไรทำนอกจอเถอะ กูรำคาญมึง"

และส่วนมากคนที่จะโดนว่าขนาดนี้ ต้องทำตัวงี่เง่าในระดับหนึ่ง เช่นยึดติดกับของหรือชื่อเสียงออนไลน์มากเกินไป ทำตัวงอแง ขี้วีน จองล้างจองผลาญอีกฝ่าย (ที่เป็นแค่ชื่อสมมติในเว็บ หรือตัวละครสมมติในเกม) แล้วทำตัวเหมือนวัน ๆ ว่างมาก คอยที่จะตอแยอีกฝ่ายอยู่เนือง ๆ หรือไม่ก็เป็นพวกอวดโอ่ โอหังด้วยศักดาออนไลน์ของคน ว่าข้าแน่ ข้าเจ๋ง (ประมาณว่ามี e-peen เยอะ โม้ทับถมคนอื่น) พวกนี้ก็อาจถูกตราหน้าว่า no life ได้เช่นกัน

ซึ่งคนเราถ้าถึงขั้นเพื่อนว่า หรือคนอื่นด่าว่าเป็นพวก No life, หรือว่าใส่หน้าว่า "You have no life." ไม่ก็ไล่เราให้ Get a life นี่ก็ควรพิจารณาตนเองได้แล้ว ว่าทำอะไรที่มันสุดโต่งไปรึเปล่า

ค่ะ สำหรับเรา Otaku ก็เป็นคำบรรยายถึงกลุ่ม Extreme (สุดโต่ง) พวกนั้นเช่นกัน แต่จะโต่งแค่ไหนก็คงแล้วแต่รายบุคคลไป โต่งมากโต่งน้อยตามอัตรา บางระดับก็ยังเป็นที่ยอมรับของเพื่อนฝูงเพราะไม่ก่อความอับอายขายหน้าหรือความเดือดร้อนให้ใคร แต่บางทีอาจถึงขั้นเพื่อนไม่คบ ไม่ว่าตนเองจะทำตัวเองให้ไม่น่าคบ หรือเพื่อน ๆ จะเป็นฝ่ายตีตัวออกห่างก่อนด้วยเหตุผลนานาก็ตาม

และมันไม่ใช่คำประเภท quality ที่จะนำมาใช้อวดโอ่สรรพคุณหรือเยินยอใครเลยค่ะ

สิ่งที่คุณเป็นนั้น ไม่ว่าจะเป็นอะไร สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ชื่อสรรพคุณ ชื่อกลุ่ม หรือคำบรรยายที่คนอื่นมอบให้ แต่คือตัวตนของคุณ เนื้อแท้ของคุณ ว่ามีคุณค่าแค่ไหน ดังนั้นมันมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมาขนานนามตัวเองหรือคนอื่นว่า Otaku อย่างยัดเยียด ๆ ขนาดนั้น?

อย่างเราเองที่เป็นสาววาย (ยาโอย) ก็รู้ตัวว่าเป็นและชอบ และมีรสนิยมแบบนี้ แต่มันก็ไม่ใช่ธุระ ไม่ใช่เรื่องที่ควรภาคภูมิใจแล้วเที่ยวไปตีกลองร้องป่าวว่าอิฉันเป็นสาววายนะเจ้าข้าเอ๊ยยยย หรือไปเที่ยวติดประกาศบ่งบอกว่าคนนี้ คนนู้น คนนั้นเป็นสาววายเหมือนอิฉัน!!!

จะไปดึงดูดความสนใจของสังคมทำไมคะ ในเมื่อเราอยู่เงียบ ๆ ของเราก็มีความสุขกับงานอดิเรกชนิดมีรสนิยมเฉพาะทางของเราเองได้ คนอื่นไม่รู้ก็ไม่เสียหาย คนอื่นไม่รู้จักก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรเลยกับรสนิยมของเรา

และเราจะรู้ได้ยังไงว่า คนอื่นที่เราเที่ยวไปประกาศติดยี่ห้อให้เขา ว่าเป็นสาววาย สาวกวาย เป็นแม่ยกวาย บลา ๆ เขาจะชอบคำที่เราเลือกให้เขา? หรือถึงเขาจะไม่ได้"ไม่ชอบ"ถูกเรียกเช่นนั้น แต่ก็อาจจะไม่ได้อยากเปิดเผยตัวตนก็ได้

ตัวเองอยากจะเป็นอะไรก็เป็นไปเถอะ และถ้ารักจะป่าวประกาศตัวเองก็เรื่องของคุณค่ะ แต่ไม่ต้องมาช่วยประกาศให้ฉัน ขอบคุณนะ เกรงใจมากเลย ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้ ขี้เกียจจ่ายค่าโฆษณา

และถ้ามีคนมาชี้ประกาศตัวฉันว่า "นี่ไงสาวโอตาคุยาโอย" อิฉันก็คงจะสะบัดหน้าเชิด เดินหนี ไม่คุยด้วยค่ะ ไม่คบ....

มันเป็นคำญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่นใช้กันยังไงก็รู้ ๆ กันอยู่ แต่พอนำเข้ามาประเทศไทย มันถูกแล้วเหรอที่จะมาบัญญัติความหมายใหม่หรือ "usage" ใหม่ให้มัน?

ยกตัวอย่าง....
ใครจะเรียกเส้นโซบะว่าเส้นราเมงก็ตามใจเถิดค่ะ ถ้าจะอ้างว่าก็มันเป็นเส้น ๆ ทำจากแป้งเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่อ่ะกิ๊ฟฟฟฟฟ มันม่ายช่ายยย! อิฉัน(และคนอื่น ๆ)ไม่เรียกด้วยหรอกนะคะ! และขอให้คุณรู้ไว้ด้วยว่าคุณเองก็จะสื่อสารกับคนอื่นได้ยากด้วย ตราบใดที่ยังใช้คำผิดความหมายแบบนี้ต่อไป และอ้างว่ามันเป็นอคติส่วนตัว บลา ๆ ๆ


อ้อ ในกระทู้เห็นมีคนบ่น ๆ ว่าคนไทยปิดกั้น มีอคติกับคำว่าโอตาคุ

แหม ปิดกั้นอะไรคะ คนเราถ้าสนใจเรื่องคล้าย ๆ กันแล้วล่ะก็ไม่มีการแบ่งแยกชัดเจนขนาดว่า "อย่ามาใกล้ชั้น ไปทางโน้นไป๊ ชิ่ว ๆ" หรอกค่ะ แต่ไอ้การแบ่งกลุ่มหรือติดยี่ห้อว่าเป็นโอตาคุ บลา ๆ ๆ นี่ต่างหากล่ะคะ ที่จะปิดกั้นตัวคุณเอง ก็คนที่มาชี้บอกหรือเรียกคนอื่น(และตัวเอง)ว่าโอตาคุเนี่ยไม่ใช่เหรือคะ ที่กำลังแบ่งกลุ่มแยกออกไปใหม่เอง? ก็ดูเอาแล้วกันว่าใครกันแน่ที่แบ่งแยกหรือปิดกั้น

ถึงจะไม่ได้พูดออกมา หรืออ้างว่าไม่เค้ยไม่เคยแบ่งแยก แต่หลาย ๆ อย่างที่สื่อออกมาโดยนัย ๆ มันทำให้อดคิดไม่ได้ค่ะ

ถ้าอยากเข้าพวกต้องเป็นโอตาคุ?

ถ้าอยากร่วมสนุกด้วยต้องยอมถูกเรียกว่าโอตาคุ?

แบบนี้คนที่ไม่สะดวกใจจะเรียกตัวเองว่าโอตาคุ ก็ต้องมีบ้างล่ะที่สนแต่ไม่ยอมเข้าร่วม

เหอะ ๆ

แล้วจะโอตาคุกันไปเพื่อ??

คนที่ไม่คิดอะไรหรือไม่ถือสาก็อาจจะมีค่ะ แต่ยกตัวอย่างว่าสมมติมีคนหมู่หนึ่งจะไปทำอะไรสักอย่าง เช่น วิ่งมาราธอน แล้วคนที่ให้สัญญาณเริ่มวิ่งดันตะโกนว่า

"เอ้า มาราธอนสำหรับพวกบ้าทั้งหลายกำลังจะเริ่มแล้ว 3 2 1!! Go!"

คนที่ไม่วิ่งเพราะแย้งว่า "ผมไม่บ้า" หรือคนที่ยืนลังเลคิดอยู่ว่า ผมจะเป็น"ไอ้พวกบ้า"กับเค้าดีรึเปล่า ก็คงมีค่ะ และไม่ผิดด้วย คนที่ไม่ถือ และวิ่งโดยคิดว่าก็ผมมาเพื่อวิ่งมาราธอน คนอื่นจะประชาสัมพันธ์งานนี้ว่าไงก็ช่าง ก็คงมีเหมือนกัน

ถ้าในเมื่อนักวิ่งทั้งหมดคือกลุ่มเป้าหมาย คนประกาศก็ควรจะคำนึงถึงทั้งกลุ่ม ไม่ใช่ดูแต่กลุ่มหลังเท่านั้น

การเลือกใช้คำ มีผลในชีวิตจริงและกิจกรรมต่าง ๆ มากค่ะ เพราะคำพูดนั้นวิเศษนัก จะบันดาลให้อะไรสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ทั้งนั้น จะสร้างมิตรหรือสร้างศัตรูก็ได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับการใช้ให้เหมาะสมจริง ๆ ค่ะ

เออคนประกาศโฆษณาเขาบอกว่า ไม่ได้จำกัดแต่โอตาคุนะ เพลงเนี่ยใคร ๆ ก็ชื่นชอบได้ คอนเสิร์ตก็เปิดเพื่อคนทั่วไป ไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่ม บลา ๆ ๆ แต่ไอ้การโหมโฆษณาโดยยึดคำว่าโอตาคุเนี่ย มันชวนให้คิดจริง ๆ ค่ะ รู้สึกเลยค่ะว่ากำลังโดนแบ่งแยก (ไม่ว่าจะแบ่งแยกว่าเราใช่ หรือแบ่งแยกว่าเราไม่ใช่)

ชอบจังคคห.ที่บอกว่า
"คำก็โอตาคุ สองคำก็โอตาคุ (ถ้าจะต่อมุขคุโรมาตี้ต้อง "บรรพบุรุษแกเป็นโอตาคุหรือไงฟะ")"

อย่างฮา!!

ป.ล. อิฉันจะไปดูค่ะ คอนเสิร์ตนี้ แต่อิฉัน "ไม่ ใช่ โอ ตา คุ"
เป็นแค่เพียงเด็กรุ่นเซนต์เซย์ย่า รุ่นดรากอนบอลค่ะ หุ ๆ ๆ